หุ้นกู้ที่ออกในวันที่ 16 มิถุนายน 2569 เป็นหุ้นกู้อายุ 5 ปี 10 เดือน 27 วัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 2.53 ต่อปี ประกอบด้วย หุ้นกู้ครั้งที่ 1/2569 มูลค่าเสนอขายไม่เกิน 7,000 ล้านบาท ซึ่งเสนอขายแก่ผู้ถือหุ้นกู้รุ่น CPALL266A และหุ้นกู้ครั้งที่ 3/2569 มูลค่าเสนอขายไม่เกิน 1,800 ล้านบาท ซึ่งเสนอขายแก่ผู้ลงทุนทั่วไป เมื่อรวมกับหุ้นกู้ครั้งที่ 2/2569 ที่บริษัทได้เสนอขายแก่ผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 แล้ว บริษัทจะมีมูลค่าการเสนอขายหุ้นกู้ทั้ง 3 ครั้งรวมกันไม่เกิน 15,000 ล้านบาท การเสนอขายหุ้นกู้ทั้ง 3 ครั้งดังกล่าวเป็นไปตามแผนของบริษัทที่ต้องการกระจายหุ้นกู้ให้กับผู้ลงทุนทุกกลุ่ม ได้แก่ ผู้ถือหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ผู้ลงทุนสถาบัน ผู้ลงทุนกลุ่มสหกรณ์ และผู้ลงทุนทั่วไปรายใหม่ บริษัทจึงแบ่งการเสนอขายออกเป็น 3 ครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มผู้ลงทุนเป้าหมาย
นายเกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน ของบริษัท กล่าวแสดงความขอบคุณนักลงทุนที่ให้การตอบรับอย่างดีเยี่ยม ทั้งในกลุ่มผู้ถือหุ้นกู้เดิมที่มาใช้สิทธิจองซื้อหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2569 สะท้อนถึงความไว้วางใจที่มีต่อบริษัท ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกของไทย อีกทั้งผู้ลงทุนสถาบันและสหกรณ์ที่ให้ความสนใจจองซื้อหุ้นกู้ครั้งที่ 2/2569 แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งของซีพี ออลล์ ทั้งในธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งผ่านบริษัทในเครือ รวมถึงความสามารถในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
นอกจากนี้ นายเกรียงชัยยังได้กล่าวขอบคุณผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ทั้ง 8 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ธนาคารยูโอบี และบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ที่ให้การสนับสนุนบริษัทด้วยดีมาโดยตลอด พร้อมยืนยันว่าบริษัท จะยังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายให้แก่ผู้บริโภคและชุมชน ตามวิสัยทัศน์ขององค์กรอย่างต่อเนื่อง
ด้านตัวแทนจากกลุ่มผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ เปิดเผยว่า หุ้นกู้ของซีพี ออลล์ ในครั้งนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุนและสามารถปิดการเสนอขายได้ครบตามเป้าหมาย โดยหุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ "AA-" แนวโน้ม "คงที่" (Stable) สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินและศักยภาพในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวน